IMF เตือน! เศรษฐกิจเอเชียเสี่ยงขาลง เร่งสร้างกันชนการคลังรับมือ
IMF ชี้! เศรษฐกิจเอเชียยังแกร่ง แต่เสี่ยงวิกฤตพลังงาน–AI เตือน เร่งปฏิรูป สร้างกันชนการคลัง รับมือความไม่แน่นอน
IMF เตือนเศรษฐกิจเอเชียเสี่ยงขาลง ห่วงวิกฤตพลังงาน-AI ผันผวน แนะเร่งสร้างกันชนการคลัง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกยังมีความยืดหยุ่นและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.8% ในปี 2569 และ 4.4% ในปี 2570 แม้ได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางการค้า หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
IMF เตือนว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภูมิภาคยังมีแนวโน้มไปในทิศทางขาลง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น การปรับฐานการลงทุน AI ที่อาจกระทบตลาดการเงิน ตลอดจนปรากฏการณ์เอลนีโญที่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและงบประมาณภาครัฐ พร้อมแนะนำให้รัฐบาลเร่งเสริมความแข็งแกร่งทางการคลังและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในระยะต่อไป
เศรษฐกิจเอเชียโตต่อ แต่ชะลอลง
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เปิดเผยในการนำเสนอรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ วิกฤตพลังงาน ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยี และความไม่แน่นอนทางการค้าที่เพิ่มขึ้นหลังหลายประเทศปรับขึ้นภาษีศุลกากร
IMF คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโต 5% ในปี 2568 ก่อนชะลอลงเหลือ 4.8% ในปี 2569 และ 4.4% ในปี 2570 โดยภูมิภาคจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 68%
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจคือการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่งผลให้เกิดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและเพิ่มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่การกระจายตลาดส่งออกและการค้าภายในภูมิภาคช่วยให้หลายประเทศรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีได้ดีกว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม การเติบโตแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยเกาหลีใต้และบางประเทศในอาเซียนได้รับประโยชน์จากกระแส AI ส่วนอินเดียมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าคาด ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอย่างกัมพูชาและบังกลาเทศ รวมถึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่ง เผชิญการปรับลดคาดการณ์การเติบโต
วิกฤตพลังงานกดดันเอเชีย ห่วงอาเซียนเปราะบาง
IMF ระบุว่า เอเชียและแปซิฟิกพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง โดยต้นทุนพลังงานคิดเป็นประมาณ 4% ของ GDP และเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้า ทำให้วิกฤตพลังงานเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับอาเซียน ความเข้มข้นในการใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 7% ของ GDP สะท้อนความเปราะบางของบางประเทศ หากวิกฤตยืดเยื้ออาจกระทบเศรษฐกิจในภูมิภาคมากขึ้น แม้หลายประเทศจะพยายามกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และนำสินค้าคงคลังสำรองออกมาใช้ แต่แนวทางเหล่านี้ยังมีข้อจำกัด
ด้านประเทศไทย IMF ให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและผลกระทบต่อการบริโภค โดยเห็นว่ารัฐบาลควรช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย ใช้ฐานข้อมูลทางสังคมและระบบดิจิทัลเพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้ที่จำเป็นจริง พร้อมรักษาวินัยทางการคลัง
IMF ยังแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ วางกรอบการคลังระยะกลางที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน โดยการปรับฐานะการคลังควรเอื้อต่อการเติบโตและไม่สร้างภาระให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากเกินไป
AI หนุนส่งออก แต่เสี่ยงหากลงทุนมากเกินไป
IMF ระบุว่า กระแสการลงทุน AI ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกชิปหน่วยความจำ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ญี่ปุ่นได้รับประโยชน์เช่นกัน แต่มีสัดส่วนการส่งออกชิปหน่วยความจำต่อการส่งออกโดยรวมน้อยกว่าเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกเทคโนโลยีมากขึ้นทำให้เกาหลีใต้มีความเสี่ยง หากความต้องการ AI ทั่วโลกชะลอตัวหรือเกิดการปรับฐานอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกระทบการส่งออก การลงทุน รายได้ภาคธุรกิจ และภาวะการเงิน
ในระยะยาว หาก AI สามารถขยายการใช้งานไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นและช่วยเพิ่มผลิตภาพได้มากกว่าคาด ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโต ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงตามความต้องการทักษะใหม่ โดยรายงาน IMF พบว่าความต้องการแรงงานในตำแหน่งที่เปิดรับผลกระทบจาก AI มากขึ้นลดลงประมาณ 10% แต่ผลกระทบเริ่มทรงตัว สะท้อนว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนลักษณะงานและทักษะที่นายจ้างต้องการ มากกว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานทั้งหมด
IMF แนะ 4 แนวทางปฏิรูป รับมือความเสี่ยงระยะยาว ได้แก่
1.พัฒนาทักษะแรงงาน แก้ปัญหาการว่างงานของเยาวชนและทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมเตรียมแรงงานให้พร้อมรับผลกระทบจาก AI
2.เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม ช่วยเหลือครัวเรือนเปราะบางและรักษามาตรฐานการครองชีพ โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น
3.เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน กระจายแหล่งพลังงาน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และสร้างเงินสำรองเพื่อรับมือวิกฤต
4.ขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการค้าบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ IMF ประเมินว่า การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอาจเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้เกือบ 2% พร้อมสนับสนุนให้ประเทศในเอเชียใช้ประโยชน์จากการค้าภายในภูมิภาคที่ขยายตัวขึ้น
ด้านนโยบายการเงิน IMF แนะนำให้ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา สื่อสารนโยบายอย่างชัดเจน และพร้อมปรับเข้มงวดหากการคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มหลุดจากเป้าหมายหรือแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ส่วนด้านการคลัง รัฐบาลควรเร่งสร้างกันชนทางการคลัง วางกรอบการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห โดยเน้นช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด เพื่อรักษาความสามารถในการรับมือวิกฤตและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB